July 24th, 2009
| ผลิตภัณฑ์ของบริษัทไมโครซอฟท์จัดได้ว่าเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ประกาศนียบัตรต่างๆ ของไมโครซอฟท์จึงเน้นในส่วนของระบบปฏิบัติการไมโครซอฟท์ วินโดวส์ 2000 มีดังต่อไปนี้ |
| 1. Microsoft Certified Professional (MCP) |
| เป็นประกาศนียบัตรที่ง่ายสุด เพียงสอบผ่านวิชาใดวิชาหนึ่งเพียง 1 วิชา ก็ได้รับ MCP แล้ว แต่มียกเว้นอยู่ 2 วิชาคือ Networking Essentials และ Microsoft Windows 2000 Accelerated Exam for MCPs Certified on Microsoft Windows NT 4.0 เท่านั้น |
| 2. Microsoft Certified Systems Administrator (MCSA) |
| มีข้อกำหนดว่าผู้ที่ได้รับประกาศนียบัตร MCSA ต้องสอบผ่าน 3 วิชาหลัก (Core Exam) และ 1 วิชาเลือก (Elective Exam) ผู้ที่เป็น MCSA เป็นผู้ที่มีความรู้ในการจัดการระบบ และสามารถแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบปฏิบัติการได้ ประกาศนียบัตร MCSA นี้เหมาะกับบุคลากรที่มีอาชีพดังนี้ system administrator, information system administrator, network administrator, network technician, network operation analyst และ technical support specialist เป็นต้น |
| 3. Microsoft Certified Systems Engineer (MCSE) |
| นับได้ว่าประกาศนียบัตรนี้เป็นประกาศนียบัตรหลัก มีความสำคัญ และเป็นที่ยอมรับมากที่สุด ผู้ที่ได้รับประกาศนียบัตร MCSE ต้องสอบผ่าน 5 วิชาหลัก และ 2 วิชาเลือก ผู้ที่เป็น MCSE เป็นผู้ที่มีความรู้ในการวางแผนและจัดการระบบ สามารถติดตั้งและดูแลบริหารงานระบบ รวมถึงสามารถใช้งานในส่วนของเซิร์ฟเวอร์แบบต่างๆ และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแก่ระบบปฏิบัติการได้ ประกาศนียบัตร MCSE นี้เหมาะกับบุคลากรที่มีอาชีพดังนี้ system engineer, system analyst, network engineer, network analyst และ consultant ต่างๆ เป็นต้น |
| 4. Microsoft Certified Database Administrator (MCDBA) |
| ผู้ที่ได้รับประกาศนียบัตร MCDBA ต้องสอบผ่าน 3 วิชาหลัก และ 1 วิชาเลือก ผู้ที่เป็น MCDBA มีความสามารถในการติดตั้งและดูแลจัดการในเรื่องของระบบฐานข้อมูลที่เป็น Microsoft SQL ได้เป็นอย่างดี ประกาศนียบัตร MCDBA นี้เหมาะกับบุคลากรที่มีอาชีพดังนี้ database administrator และ database operator เป็นต้น |
| 5. Microsoft Certified Solution Developer (MCSD) |
| ผู้ที่ได้รับประกาศนียบัตร MCSD ต้องสอบผ่าน 3 วิชาหลัก และ 1 วิชาเลือก ผู้ที่เป็น MCSD เป็นผู้ที่สามารถออกแบบและพัฒนาระบบตามความต้องการทางด้านธุรกิจได้ ประกาศนียบัตร MCSD นี้เหมาะกับบุคลากรที่มีอาชีพดังนี้ software engineer, software developer, software application developer และ application analyst เป็นต้น |
| 6. Microsoft Certified Application Developer (MCAD) |
| ผู้ที่ได้รับประกาศนียบัตร MCAD ต้องสอบผ่าน 2 วิชาหลัก และ 1 วิชาเลือก ผู้ที่เป็น MCAD เป็นผู้มีความรู้ในการดูแลและพัฒนาระบบงาน ประกาศนียบัตร MCAD นี้เหมาะกับบุคลากรที่มีอาชีพดังนี้ programmer, software engineer, software developer และ software application specialist เป็นต้น ** ปัจจุบันปรับเป็น MCPD ** |
| 7. Microsoft Certified Trainer (MCT) |
| ผู้ที่ได้รับประกาศนียบัตร MCT เป็นผู้ที่มีความรู้และความสามารถในการถ่ายทอดเทคโนโลยีของทางไมโครซอฟท์ โดยใช้เอกสารประกอบการอบรมของ Microsoft Official Curriculum (MOC) การที่จะได้รับประกาศนียบัตร MCT ต้องมีการสอบ MCT ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ คือ ต้องสอบได้ประกาศนียบัตร MCP และเข้ารับการอบรมในสถาบันที่ไมโครซอฟท์ยอมรับเป็น Microsoft CTEC และเรียนรู้ทักษะในการเป็นผู้สอน สุดท้ายสมัครและจัดส่งเอกสารให้แก่ทางไมโครซอฟท์ โดยอาจกระทำผ่านทางเว็บไซต์ของไมโครซอฟท์ก็ได้ |
| 8. Microsoft Office User Specialist (MOUS) |
| ผู้ที่ได้รับประกาศนียบัตร MOUS เป็นผู้ที่สามารถใช้งานแอพพลิเคชันต่างๆ ของไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ชุดของผลิตภัณฑ์ไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ ที่สามารถใช้ในการสอบประกาศนียบัตร MOUS นี้ได้แก่ Microsoft Office 97, Microsoft Office 2000 และ Microsoft Office XP รวมถึง Microsoft Project 2000 ด้วย |
| 9. Microsoft Office User Specialist (MOUS) Master Instructor |
| ผู้ที่ได้รับประกาศนียบัตร MOUS Master Instructor เป็นผู้มีความรู้และความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ในส่วนของแอพพลิเคชันต่างๆ ของไมโครซอฟท์ ออฟฟิศโดยใช้ MOC ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การที่จะได้รับประกาศนียบัตร MOUS Master Instructor มีขั้นตอนคล้ายกับประกาศนียบัตร MCT |
|
แหล่งที่มา : http://www.school.net.th/schoolnet/article/read.php?article_id=416
“ถ้าอยากจะเริ่มต้นแนะนำให้เก็บ MCPD ก่อนครับ”
Aj.Bee
Posted in Technology, MS .NET | No Comments »
October 26th, 2008
การเตรียมตัวสอบ
1. Download ข้อสอบจาก internet มาอ่าน (ใช้ keyword ตามรหัสของข้อสอบ เช่น 70-528, 70-536, 70-547)
http://langnghevachiase.blogspot.com/2008/04/tt-c-pass4sure-examworx-mega-collection.html
2. การอ่านให้อ่าน 3 รอบ (เป็นอย่างน้อย) อาจจะใช้เวลาก่อนสอบประมาณ 2-3 วัน (ไม่ควรเกินกว่านั้นเพราะจะลืม)
2.1 รอบที่ 1 ให้ print ออกมาอ่าน ใช้ปากกา Highlight เฉพาะส่วนสำคัญของโจทย์ กับคำตอบที่ถูกต้องเท่านั้น (อย่าเพิ่งไปดูข้อผิดเดี๋ยวจะจำอันผิดๆไป)
2.2 รอบที่ 2 ให้อ่านแบบละเอียดขึ้นโดยใช้ปากกาแดงวง ส่วนประกอบสำคัญ และหาความแตกต่างของคำตอบแต่ละข้อให้เจอ
2.3 รอบที่ 3 ให้อ่านโดยใช้ตัว Engine (ตัว practice) จะเหมือนกับการสอบจริง ทำให้มากครั้งที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำไปด้วยดูเฉลยไปด้วย
3. ก่อนวันสอบให้นอนให้อิ่ม งดกาแฟและเครื่องดื่มชูกำลัง (ดื่ม Brand ได้) ตื่นตอนเช้าให้ทำ epractice อีกสัก 2 รอบเพื่อความมั่นใจ
4. ไปให้ถึงศูนย์สอบก่อนเวลาประมาณ 20-30 นาที ทานข้าวให้อิ่ม งดกาแฟ หรือของที่จะทำให้ใจสั่น กินน้ำให้น้อยหน่อย(เตรียมเสื้อกันหนาวไปด้วย ปกติแอร์จะเย็นมาก จะเตรียมยาดมไปด้วยไม่ว่ากัน)
5. เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่จะให้กรอกข้อมูลนิดหน่อย (อย่าลืมเอาบัตรประจำตัวประชาชนไปด้วย) จำรหัสวิชาและชื่อวิชาที่จะสอบไปด้วย ระหว่างรอจะนั่งอ่านข้อสอบที่ print มาด้วยก็ไม่ว่ากัน
การสอบ
1. เลือกวิชาที่จะสอบ และภาษาที่ใช้ (ส่วนนี้ถ้าไม่มั่นใจ ให้ถามเจ้าหน้าที่ศูนย์สอบ ไม่ต้องอาย)
2. เมื่อเริ่มทำข้อสอบ ให้คิดในใจว่าต้องผ่านแน่ๆ ให้ออกตรงกับที่อ่านมา (สาธุ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ได้ผลนะ)
3. การทำให้แบ่งเป็น 3 รอบ
3.1 รอบที่ 1 ให้ทำเฉพาะที่เราจำได้ก่อน ประเภทมองโจทย์ หรือคำตอบปุ๊ป ตอบปั๊บ (ใช้เวลาข้อละไม่ถึง 10-30 วินาที) ข้อไหนไม่ได้ ให้ remark ไว้ (เป็น checkbox อยู่มุมบนขวา)
3.2 รอบที่ 2 หลังจาทำรอบแรกแล้วให้เลือก review remark แล้วทวนทำเฉพาะข้อที่ remark ไว้ (อันนี้จะใชับุญเก่าเยอะหน่อย วิเคราะห์ พิจารณาดีๆ ใช้เวลาข้อละประมาณ 1-3 นาที)
3.3 รอบที่ 3 หลังจากผ่านรอบ 2 ให้ลองนับดูว่า remark ที่เหลือกับสัดส่วนของ percent ผ่านน่าจะผ่านรึยัง (ถ้ายัง ก็เริ่มเครียดแล้วหละ แต่ส่วนใหญ่น่าจะผ่าน) ให้ทวนทั้งหมดตั้งแต่ข้อแรก
ฆ่าเวลา (ไม่ควรออกก่อน 90 นาที เดี๋ยวจะโดนเพิ่งเล็ง ..อันนี้ล้อเล่นนะ) ตรวจจนมั่นใจว่าถึงลดไป 10% ก็น่าจะยังผ่านอยู่ (ส่วนใหญ่จะมีเกณฑ์ผ่านที่ 70% ให้เผื่อไว้ที่ 80-90% คือ
ให้เหลือข้อที่ไม่มั่นใจแค่ 10-15 ข้อ ถ้าเกินกว่านั้น % ตกจะสูงครับ
3.4 รอบที่ 4 กรณีที่มันง่ายมากๆ อ่านอะไรก็ตรงไปหมด ให้นั่งอ่านข้อสอบแต่ละข้อให้ละเอียด ฆ่าเวลา
4. เมื่อคิดว่าน่าจะผ่านแล้ว (สำหรับคนที่สอบครั้งแรกอาจจะยังไม่ค่อยมั่นใจ แต่ถ้าเป็นครั้งที่ 2 จะเริ่มมั่นใจขึ้น)
หมายเหตุ: ไม่ควรสอบเกินวันละ 2 วิชา เพราะจะปวดตามาก และร่างกายจะล้า ทำให้ไม่มีสมาธิในการทำข้อสอบ
หมายเหตุ 2: การอ่านข้อสอบเข้าไปจะช่วยได้ประมาณ 50-80% แล้วแต่ดวง ที่เหลืออยู่ที่การทำความเข้าใจ และประสบการณ์ และการทำงานจริง
“คนบางคนรอโอกาสสำคัญมาตลอดชีวิต แต่ไม่เคยคิดจะเตรียมตัวให้พร้อมเมื่อโอกาสนั้นมาถึง”
Aj.Bee
Posted in MS .NET, Java | No Comments »
July 28th, 2008
ส่วนใหญ่เห็นคนที่ทำ Senior Project ไม่ว่าจะเป็น PHP หรือ JSP มักจะมีปัญหากับภาษาไทยที่ขึ้นเป็น ??? ตัวนี้จะเป็นวิธีแก้ปัญหาสำหรับคนที่ใช้ default encode เป็น tis620 (ส่วนของ UTF-8 จะมีขั้นตอนเพิ่มเติมในส่วนของหน้าเว็ปด้วยนิดหน่อยครับ)
เปิด my.ini ขึ้นมา (ถ้าเป็นของ 5.x จะอยู่ใน C:\Program Files\Mysql\my.ini ในส่วนของ [client] ให้เพิ่ม
default-character-set = tis620
ในส่วนของ [mysqld] หลัง database directory ให้เพิ่ม
default-character-set = tis620
character-set-server = tis620
collation-server = tis620_thai_ci
init_connect = ‘SET collation_connection = tis620_thai_ci’
init_connect = ‘SET NAMES tis620′
จากนั้น Restart MySQL
แค่นี้น่าจะพอแก้ปัญหาเกี่ยวกับ database ได้แล้วครับ ลองดูนะ
ส่วนการ implement ในฝั่งของ หน้า jsp หรือ php
ที่มา เป็นของ PHP: http://www.appservnetwork.com/modules.php?name=News&file=article&sid=5
“ปัญหามีไว้ให้แก้ อย่ามัวแต่วิ่งหนี”
Aj.Bee
Posted in Uncategorized | No Comments »
June 23rd, 2008
เย็นวันหนึ่ง เพื่อนรักของผมจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ เพื่อนคนนี้เรารู้จักกันเมื่อ 5 ปีก่อน ไปไหนไปกัน ทำงานหนักมาด้วยกันตลอด เคยทำงานข้ามคืน ข้ามวัน อีกทั้งต้องทดกับการกระทบกระทั่ง จนลายเต็มตัวไปหมด เพื่อนก็ยังพยายามปรับปรุงตัวให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพราะเราทำงานสายนี้ ต้อง update อยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อถึงวาระสุดท้าย เพื่อนก็ยังทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ครับ ผมเสียเค้าไปแล้ว เหลือไว้แต่ความทรงจำ และข้อมูลที่ยังคงรักษาไว้ได้อยู่
มาถึงวันนี้ผมได้เพื่อนใหม่ และทำการถ่ายโอนข้อมูลมาเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังอดคิดถึงเพื่อนเก่าไม่ได้ เป็นข้อคิดอย่างหนึ่งว่าเมื่อเวลาที่เราเสียใครไปซักคน สิ่งที่เหลืออยู่คือความทรงจำดีๆ ข้อมูลประสบการณ์ที่ร่วมสั่งสมกันมา
ครับเพื่อนเก่าผมชื่อ Compaq 2800 Series HD 120G RAM 2 GB (หลังการ upgrade)
ส่วนเพื่อนใหม่ชื่อ HP Pavilion dv6000 Series HD 250 G RAM 4G L2 6M
จากอาการเตือนเมื่อเกิดจอวูบบ่อยๆ ผมก็พอจะรู้ว่าคงต้องเตรียมตัวรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น โดยการสำรองข้อมูล และเตรียมการถ่ายโอนข้อมูล ผมต้องทำงานโดยไม่มีเครื่องให้ใช้ถึง 2 วัน (พระเจ้านับว่าเป็นเรื่องที่ทรมานมาก แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดี) นับว่า USB Rack HD ช่วยชีวิตผมได้เยอะทีเดียว ความจริงเคยเกิดเหตุการลักษณะนี้มาก่อนคือช่วงที่ Adapter พังเครื่องที่ไม่มีแบตเตอรี่ ก็แทบจะกลายเป็นร่างไร้วิญญาณ ทำอะไรไม่ได้เลย ต้องแก้ปัญหาโดยการไปซื้อวงจรกรองไฟ มาใช้แทน Adapter ชั่วคราว
หลังจากเหตุการครั้งนี้ ผมอยากฝากข้อคิดกับใครที่พึ่งพาเทคโนโลยีมากๆ ดังนี้ครับ
- ต้องเตรียมตัวรับมือกับความเสียหายที่รุนแรงที่สุดไว้เสมอ โดยการสำรองข้อมูล หรือหาทางเลือกที่สองเอาไว้
- อย่าคิดว่าฮาร์ดดิสเยอะๆ แล้วจะดีเสมอไป ยิ่งเก็บไว้เยอะ โอกาสที่จะเสียข้อมูลไปก็เยอะตามไปด้วย
- ควรแยกส่วนที่เป็น System กับ ข้อมูล ออกจากกัน และแบ่งระดับของข้อมูล (พอมานับดูจริงๆ แล้วข้อมูลที่เราใช้ประจำ หรือใช้จริงๆ ไม่เกินแผ่นซีดี 1 แผ่น นอกจากนั้นมักไม่เกี่ยวกับงานหรือไม่ค่อยมีผลกับชีวิตเรามากนัก)
- เตรียมใจ พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงเสมอ คนเราสามารถอยู่ได้โดยที่ไม่มีเทคโนโลยี
“บทความนี้เขียนขึ้นมาเพื่อระลึกถึง รักและอาลัยเพื่อนเก่า…”
Aj.Bee
Posted in Other | No Comments »
June 20th, 2008
มีอยู่วันหนึ่งได้ดูสารคดีทางช่อง 9 เค้าพาไปดูสวนของ “ลุงนิล” น่าจะเป็นรายการแผ่นดินไทย ถ้าจำไม่ผิด (ลองไปหาคลิปดูย้อนหลังได้ที่ mcot นะครับ) คร่าวๆ คือลุง แกมีที่ดินอยู่ 17 ไร่ แต่ก่อนใช้ไม่เป็นซื้อปุ่ยซื้อสารเคมีมาใส่ ทำให้หมดเงินไปมากมาย อีกทั้งยังปลูกพืชชนิดเดียว ทำให้เป็นหนี้นายทุนประมาล้านกว่าบาท พอมารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ได้ฟังระราชดำรัสของในหลวง เรื่องของการเป็นหนี้ และการใช้ชีวิตแบบพอเพียง หลังจากนั้นก็ดำเนินตามพระราชดำรัสโดยแกมีวิธีคิดดังนี้ครับ
- ต้องใช้สิ่งที่เรามีให้เกิดประโยชน์สูงสุด (อันนี้คือที่ดินของแก)
- ต้องรู้จักเกื้อกูลและแบ่งปันเมื่อมีกินมีใช้
- ต้องรู้จักเก็บออม และเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามี
ความจริงยังมีอีกหลายอย่าง แต่วิธีปฏิบัติคือ ลุงแกใช้ประโยชน์จากที่ดินโดยการทำเกษตรแบบสวนผสม ปลูกพืชแบบคอนโด 9 ชั้นตั้งแต่ล่างสุด หัวเผือกหัวมัน จนไปถึงพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ทำให้มีรายรับที่ไม่ขาดสายแบ่งเป็นรายรับ รายวัน จากการเก็บพริก มะนาว อื่นๆ ขาย และรายได้รายสัปดาห์ รวมถึงรายได้รายเดือน ซึ่งนับรวมๆกันแล้ว ก็หลายหมื่นบาทต่อเดือน นี่ยังไม่นับถึงรายได้รายปี และส่วนที่เก็บกินได้ตลอดด้วย
มาถึงตรงนี้หลายๆ คนอาจจะเกิดคำถามว่า แล้วไงล่ะ ชั้นมันคนไอที ไม่มีทีดินกับเค้า ไม่เคยปลูกพืช ดูไปก็งั้นๆ แต่ลองมาดูตรงนี้ก่อนครับ ว่าเราสามารถประยุกต์ใช้ปรัชญานี้ได้เหมือนกัน โดยเฉพาะสำหรับใครที่เป็นนักศึกษา หรืออยู่ระหว่างหางานทำ
เราลองมาเปรียบเทียบกันดูนะครับ
ที่ดิน ที่ทำกิน ~ ความรู้ความชำนาญด้าน ไอทีของเรา ที่ผมกำลังจะบอกก็คือความชำนาญของคุณสามารถมีได้มากกว่า 1 อย่าง เพราะถ้าพึ่งแต่อย่างเดียว อดตายครับ สมัยนี้ เช่น เขียนโปรแกรม Java เป็นอย่างเดียว พองาน .NET หรือ PHP เข้ามาทำไม่ได้ ทำให้เสียโอกาสหลายอย่าง และผมได้ทดลองแบ่งงานออกเป็นระดับต่างๆ เพื่อให้ง่ายในการทำความเข้าใจปรัญญานี้
- งานรับพิมพ์งาน แปลเอกสาร ตรวจสอบเอกสาร ป้อนข้อมูล 5-10 บาทหรือมากกว่า ต่อ 1 หน้า A4 (ทักษะที่ได้จากงานนี้ คือเป็นการฝึกพิมพ์ดีดไปในตัว จะได้ไม่เป็นเทพดัชนีอีกต่อไป) รับงานวันละ 10 หน้า = 100 บาท ต่อวัน (มีเงินกินข้าวแล้ว) **โดยเฉลี่ยถ้าพิมพ์เร็วใช้เวลาหน้าละ 10-20 นาที
- งานรับทำ เว็ปไซต์ หน้าละ 100-1200 บาท ขึ้นอยู่กับฝีมือและลักษณะงาน (ทักษะที่ได้ คือการออกแบบ และการสร้าง prototype)
- งานรับทำ flash animation ชิ้นละ 500-3000 บาท ขึ้นอยู่กับความยาวและลูกเล่น (ทักษะที่ได้คือ การออกแบบ และความสร้างสรรค์)
- งานรับแก้ไข หรือดูแลเว็ปไซต์ 500-3000 บาทต่อเดือนหรือมากว่า ขึ้นอยู่กับเนื้องาน (ทักษะที่ได้คือ ทักษะการติดต่อกับลูกค้า ความเข้าใจความต้องการของลูกค้า)
- งานลงโปรแกรม ระบบปฏิบัติการ แก้ปัญหา software 250-2000 บาท ต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับอาการ (ทักษะที่ได้คือ การแก้ปัญหาระบบ และเทคนิคใหม่ๆที่ใช้แก้ปัญหา)
- รับทำ software package หรือเป็นทีม ชิ้นละ 10000 - 50000 บาทหรือสูงกว่าขึ้นอยู่กับเนื้องานและผู้ว่าจ้าง (ทักษะที่ได้คือ การทำงานเป็นทีม การแก้ไขปัญหาเมื่อ requirements ไม่ตรง หรือกรณีที่มีปัญหากับลูกค้า)
- สร้างซอฟต์แวร์สำเร็จรูปขายเองบนเว็ป คิดเป็น license ละ 1500 - 30000 บาทหรือสูงกว่าขึ้นอยู่กับประเภทของ ซอฟต์แวร์ (ทักษะที่ได้คือ เทคนิคความสร้างสรรค์ และการตลาด) **ถ้าซอฟต์แวร์ติดตลาด ก็ถือเป็นรายได้ระยะยาวที่เก็บกินได้ตลอด เช่นขายได้เดือนละ 4 license ๆ ละ 5000 บาท ก็มีรายได้เดือนละ 20,000 บาทสบายๆ
- งานทางด้าน Hardware วางระบบ, Network วันละ 250-1000 บาท หรือคิดเป็น job เหมา ขึ้นอยู่กับการตกลงกัน (ทักษะที่ได้คือ การวางระบบเครือข่าย และอื่นๆ)
ที่เห็นแค่ยกตัวอย่างมาให้ดูนะครับ แล้วเป็นงานทั่วไปที่คนมักมองข้ามด้วย ถ้าทำให้เป็นกิจจะลักษณะละก็ ผมลองคำนวณเล่นๆ คุณสามารถมีรายได้ตั้งแต่เดือนละ 10000 บาท จนถึง 50000 บาท ได้สบายๆ โดยที่ไม่ต้องเดือนร้อนครอบครัว หรือไม่ต้องดิ้นรนไปหางานในกรุงเทพๆ ที่ค่าครองชีพสูงๆ รอแต่เงินเดือนอย่างเดียว ครอบครัวคงไปไม่รอดครับ
เขียนมาตั้งยาว ก็อยากให้ผู้อ่านลองไปคิดดูนะครับ บางครั้งเรามองข้ามอะไรเล็กๆ แต่เป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ และยังช่วยเพิ่มทักษะต่างๆของเรา ทำให้ “ที่ทำกิน” ของเรางอกเงยขึ้นมาได้ด้วย การที่ทักษะของเราได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น ก็เสมือนว่าพืชผลที่เราได้เพาะปลูกไว้ ได้ผลิดอกออกผล ให้เราได้เก็บกินเก็บใช้ และต้องไม่ลืมแบ่งปัน “ความรู้” ที่มีกับคนอื่นๆ ตัวตัวคุณจะแข็งแกร่งขึ้น สังคมแข็งแกร่งขึ้น ทำให้เป็นสังคมที่น่าอยู่ครับ
“จงทุ่มเทกับสิ่งที่คุณจะเป็น แต่ในระหว่างทางขอให้เก็บประสบการณ์อันมีค่าให้ได้มากที่สุด”
Aj.Bee
Posted in Uncategorized | No Comments »
June 19th, 2008
พอดีเห็นมีหลายๆคน ถามมา เพราะช่วงนี้ค่อนข้างยุ่ง ไม่ได้มา update ซะนานครับ ไม่รอช้าใครสนใจหัวข้อไหนก็ mail มาถามได้นะครับ เป็นได้ทั้งหัวข้อ Seminar และ Senior project เลย
แนว search engine (กำลัง in trend)
- ระบบค้นหาด้วยเสียง โดยวิธีการเทียบเสียงที่ค้นหา กับไฟล์ใน meta data เช่นคุ้นๆ ว่ามีเพลงนี้ในเครื่อง แค่ร้องไปท่อนหนึ่งแล้วโปรแกรมจะ search ให้เอง
- ระบบค้นหาด้วยภาพ ใช้แค่บางส่วนของภาพ เพื่อหาภาพที่เกี่ยวข้อง เช่นเคยถ่ายรูปตอนเก็กหล่อ แต่หาไม่เจอ ก็ถ่ายอีกครั้งให้ท่าคล้ายกัน (ประมาณว่าจำท่าได้) แล้วให้ค้นในเครื่องให้
- ระบบค้นหาแบบ Advance และ auto download and summarize ตัวนี้จะใช้การสืบค้นสองต่อคือ ได้จาก internet แล้วมา summarize อีกรอบเพื่อไว้ดูตอน offline พร้อมบอกความสัมพันธ์ของข้อมูล
- Advance desktop search (คล้ายกับที่มีอยู่แล้ว แต่ทำเอง หรือดูวิธีการที่เค้าทำ)
- Video Search คล้ายกับของ image search แต่ยากกว่าตรงที่เรามีแค่รูปฉากในหนัง แต่จำไม่ได้ว่าเป็นเรื่องอะไร หรือมีแต่รูปดารา แต่ไม่รู้ชื่อ ค้นไปจะเจอรายการหนังที่ดาราคนนั้นแสดง ถ้าเป็นฉากที่ตรงกันก็จะแม่นยำมากขึ้น
- ระบบค้นหาผู้คนที่เกี่ยวข้อง ประยุกต์ใช้กับระบบจัดหางาน หรือระบบ expert finder
- person finder ผู้ใช้ป้อนลักษณะเฉพาะเข้าไป หรือเลือกจากการ sketch รูปเช่น สู่ง ขาว หมวย แล้วระบบจะค้นหารูปภาพ พร้อมรายละเอียดพร้อมช่องทางการติดต่อให้ (ใช้กับระบบจัดหาคู่ได้)
- ระบบสืบค้นเพื่อการศึกษา (เหมือนกับ ที่ google มีแต่ใช้เป็น on desktop สามารถ load มาดู offline ได้) ประกอบด้วย ไฟล์ รุปภาพ เอกสาร รายงาน presentation อื่นๆ
แนว Software Architect
- การใช้งาน Model Driven Development กับ Rich Internet Application คือการประยุกต์ใช้ ตัวสร้าง UML Model เพื่อให้ generate application ในลักษณธ RIA (มีส่วนผสมของ AJAX ด้วย) ออกมา
- การสร้าง Model ของ Framwork โดยเน้นที่ Qualities Attribute ต่างๆ เช่น
- Framework ที่เน้นที่ตัว Security เป็นหลัก JAAS, LDAP, Meta Data, IDS, SSO
- Framework ที่เน้นที่ Performance เป็นหลัก อาจใช้ AJAX ผสมกับตัวอื่น RIA
- Framework ที่เน้นที่ Configuration เป็นหลัก Spring
- Framework ที่เน้นที่ Usability เป็นหลัก สามารถใช้งานได้ง่าย เน้นที่ภาค UI
- Framework ที่เน้นที่ การเชื่อมประสาน เป็นหลัก เน้นการทำ Middle ware , JMS, Messaging
- เทคโนโลยีที่หรือ Framework ใช้ร่วมกับ AJAX เช่น jMaki, dojo, woodstock, yahoo, google api
** ส่วนใหญ่ให้ลองติดต่ามดูได้ใน http://www.theserverside.com
ตอนนี้ง่วงแล้ว ว่างๆ จะมา up เพิ่มอีกนะครับ
“มนุษย์ ผู้ไม่เคยหยุดนิ่ง และสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ให้โลกเสมอ ใช่คุณรึเปล่า?”
Aj.Bee
Posted in Senior Project, Seminar | No Comments »
November 6th, 2007
พอดีเปิด MS Office 2007 จะทำงานซะหน่อย จะทำ proposal research ดันมาเจอหัวข้อ publish ของมันเข้ามีส่วนของการ publish blog ด้วย เลยลองเล่นดู ปรากฎว่าเล่นง่ายเกินคาดครับ เพราะมัน support ตัว blog ที่ผมใช้อยู่พอดีคือตัว wordpress ใส่แค่ URL, username กะ password ก็สามารถ post ข้อมูลได้แล้ว นั่งเขียน offline ไปก่อนแล้วค่อย publish ทีเดียว สะดวกดี
วิธีการมีดังนี้ครับ ไปที่ office button (ไอ้ลูกกลมๆ ซ้ายมือบน) -> publish -> Blog มันจะ popup ให้เราจัดการ account ของเราก่อน แล้วแต่ใครใช้ตัวไหน

ของผมใช้ Wordpress ก็เลือกไป แล้วมันจะถามให้ใส่ url ของ blog เรา , username กับ password ที่จริงมันจะไปเรียกใช้ xmlrpc service ของ wordpress ซึ่งเป็นตัวอย่างการใช้งาน web service ที่ใช้ได้ทีเดียว (ส่วนใหญ่คนจะไม่ค่อยรู้ว่ามันทำได้) พอต่อได้แล้ว มันจะขึ้น successful ก็ทำการเริ่มเขียน blog ได้เลยเขียน topic แล้วก็ content เสร็จแล้วก็กดปุ่ม publish มุมบนซ้าย (ง่ายนิดเดียวเห็นมั้ย) ที่เหลือก็ไปเช็คดูเองว่ามันเข้าไปที่ Blog ให้เราหรือไม่
“หาสิ่งใหม่ๆ ให้ชีวิต ความรู้ไม่เคยพอ“
Aj.Bee
Posted in Uncategorized | No Comments »
November 3rd, 2007
สำหรับใครที่วางแผนว่าจบแล้ววางแผนจะไปหาประสบการณ์ สายงาน Programmer ที่กรุงเทพฯ ลองอ่านทางนี้ดูครับ
เมื่อหลายวันก่อนผมพึ่งได้รับโทรศัพท์จากพี่ที่เป็น GM บริษัทเดิมว่าต้องการ Java Programmer จำนวนมากเพื่อเข้ามาทำงาน
ทางด้าน Java Web Development โดยที่บริษัทเป็น partner กับ IBM อยู่ โดยคนที่จะรับเข้ามาทำงานด้วยควรมีคุณสมบัติ ดังนี้
1. มีประสบการณ์การเขียนโปรแกรมด้วยภาษา Java
2. หากเคยเขียนพวก Servlet , JSP จะได้รับพิจารณาเป็นพิเศษ
3. หากเป็นพวก Struts Framework หรือ J2EE Framework (รวมพวก EJB ด้วย) จะได้รับพิจารณาอีกขั้นหนึ่ง (เท่ากับพวกประสบการณ์ 1 ปี)
4. อันนี้พี่เค้าไม่ได้คาดหวังไว้นะครับ คือ เป็นพวก product ของ IBM เช่น RAD (มาจาก Web Sphere Developer Tools), BPM, BPEL, Portal
เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงที่พวกเราเพิ่งจะเริ่มหาหัวข้อ project เลยอยากจะแนะนำว่าให้ลองพิจารณา technology พวกนี้ดูนะครับ ความจริง
เวลาตั้ง 2 เทอม (ประมาณเกือบ 1 ปี) ผมว่าเพียงพอกับการศึกษาและทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันที่เกี่ยวกับหัวข้อข้างบนได้เลย จบไปก็สามารถ
ทำงานได้จริงๆ เลย
“ก่อนจะอ่านหนังสือเล่มไหน ก่อนจะทำอะไร คิดให้ดี ว่ามีประโยชน์กับเราในอนาคตหรือไม่”
Aj.Bee
Posted in Uncategorized | No Comments »
September 29th, 2007
Senior project แนว SE
แล้วแต่ชอบนะครับ ไม่จำเป็นต้องตามแนวก็ได้ ถ้าใครสนใจเรื่องพวกนี้ยินดีให้คำปรึกษาครับ
- MDSD (Model Driven Software Development) ตัวนี้ของต่างประเทศที่ดังๆ ก็ AndroMDA แต่มีคนเอามาโมใช้กันค่อนข้างเยอะ เลยอยากให้มีแบบของเราเองดู มีบางส่วนที่ผมทำไว้ใช้เองบ้างก็มีครับ อาจจะช่วยกันทำหลายคนได้ลองมาคุยกันดู อธิบายง่ายๆ คือการสร้างตัวแปลง class diagram ให้เป็น code โดยจะช่วยลดเวลาในการพัฒนาโปรแกรม
+ MDSD for Web development + Spring + Hibernate แบบของเราเอง แล้วเพิ่มส่วน Template ให้ใช้ง่ายๆ
+ MDSD for Web service Application (SOA)
+ MDSD for Windows base Software + J2SE or .NET
+ MDSD for J2ME Game development
+ MDSD for Mobile Application
Reference: www.andromda.com
คุณสมบัติผู้ที่ทำ project นี้: ควรต้องรู้เทคโนโลยีดังกล่าวมาบ้างแล้ว ถึงจะสร้างตัว generate ได้
- การพัฒนา Application ด้วยภาษาที่กำลังเริ่มเป็นที่นิยม เช่น Python, Ruby
- การพัฒนา Tools หรือ Software เพื่อประกอบกับการพัฒนา CMMI ภายในองค์กร
+ CMMI Template & Artifact for initial CMMI development
+ CVS Repository for Software Configuration Management
+ Project Management tools for Project Planning & Project Measurements
+Software Quality Assurance Tools & Management
+Software Testing & Test Suite Tools & Web Application
+Team Management Software
+ Software Requirement & Management Tools
+ Issue log management
Reference: http://www.sei.cmu.edu/cmmi
คุณสมบัติผู้ที่ทำ project นี้: ควรต้องรู้เรื่อง CMMI มาบ้างเอาเฉพาะ Key ที่สนใจ แล้วสร้าง Tools หรือ Application เพื่อเข้ามาช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น
- Design pattern searching tools and Apply for software Architect
- AJAX Technology and software development
- Software and Coding standardize template
- อื่นๆ เช่น SOA, BPEL, BI, Rapid Software, Web Service, Messaging Service
ความจริงมีอีกเยอะครับถ้าดูตาม Body Of Knowledge ของ Software Engineering แล้วนำมา Apply ดู
http://www.swebok.org/ironman/pdf/SWEBOK_Guide_2004.pdf
Senior Project แนว ICE
1. Security Audit Framework for University II (ต่อจากรุ่นแรกที่ทำไปแล้ว)
2. Low cost Wireless Antenna
3. Low cost RF-ID tag
4. Home intelligent by using RF-ID readable device
5. Home intelligent by using BT Device
6. Implement VoIP & PSTN network
7. Ubiquitous learning center model
8. Network Monitoring tools
9. Network Analysis tools
Senior Project แนว CE
1. Robot simulation by using LEGO model
2. Home intelligent Hardware box controller
3. PLC (Power Line Control) Hardware Controller
4. PLC (Power Line Control) Hardware endpoint device
5. Portable time attendance
6. Multi channel controller for home device
7. Remote control system for home intelligent
8. Voice recognition for home intelligent
9. Control electronic device by Mobile Phone
10. Worm agent for distributed testing
11. Network simulation and load monitoring
Senior Project แนว CS
1. Push Appointment via Blue tooth Application
2. Blue Message for small area
3. Blue phone & repeater voice
4. Blue tooth local multi chat network
5. โปรแกรม แสดงผลเกรดนักเรียนระดับอนุบาล (มีความต้องการจากโรงเรียนครับ)
6. โปรแกรม จัดเก็บและบันทึกข้อมูลความเปลี่ยนแปลงของ อุปกรณ์สถานีส่งสัญญาณวิทยุทั่วประเทศ
7. Home Intelligent simulation & Control System
8. LMS (Learning Management System) for TELE-Center project มีหลาย module
9. ระบบ Agent ติดตามพฤติกรรม และการใช้งานของผู้ใช้ LMS
10. Single Sign On Module for web development
11. ระบบ คลังข้อสอบ
a. Core Module
i. Random Module
ii. Score report Module
iii. Statistic Module
b. Generate and Convert testing module
12. ระบบสอบวิชา programming และตรวจสอบผลโดยใช้วิธีการทาง pattern
Senior Project แนว MIT
1. ระบบแจ้งตารางการเดินรถ ผ่าน Website และ SMS
2. ระบบค้นหาความต้องการในการฝึกอบรม (Training Need Assessment)
3. ระบบบริหารจัดการความสามารถของบุคลากร (Skill Assessment)
4. ระบบค้นหาความต้องการในการ implement security ในองค์กร
Senior Project แนว MTA
1. MFU Layout modeling by using SketIT and deploy to Google Earth
2. E1 Building modeling by using SketIT and deploy to Google Earth
3. D1 Building Modeling by using SketIT and deploy to Google Earth
4. RE Building Modeling by using SketIT and deploy to Google Earth
5. Robot Simulation by using Microsoft XNA
6. Home intelligent simulate by using Microsoft XNA
Posted in Senior Project | 3 Comments »
September 21st, 2007
ชี้แจงกรณีรูปเล่มฉบับสมบูรณ์ และรูปแบบข้อมูลใน CD-ROM ครับ
ส่วนของรายละเอียดปลีกย่อยให้ไปดูใน e-learning ที่ อ.โอห์ม ขึ้นไว้ให้แล้ว ผมจะชี้แจงเฉพาะประเด็นที่ผิดกันบ่อยๆ ครับ
1. ปก ใช้อักษร และ Logo สีน้ำเงิน ไม่ต้องใส่ id นักศึกษา (ส่วนของตรามหาวิทยาลัย กว้าง 1″ สูง 1.5″) ปีที่ใช้เป็นปี 2007
2. หน้าก่อนบทที่ 1 ใช้เป็นเลขโรมันเล็ก เช่น iii, iv, vi, vii, viii, ix, …..
3. figure ให้รันตามเลขบท เช่น บทที่ 2 เริ่มที่ figure 2.1 …………. อยู่ด้านล่างรูปภาพ จัดกลาง
4. table ให้รันตามเลขบท เหมือนกับ figure แต่ให้อยู่มุมบนซ้าย ของตาราง
5. ส่วนของ reference ให้ใช้เป็นระบบตัวเลข ในกรณีที่อ้างถึงส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น xxxx xxxxx
xxxx xxxxx [1] xxxxx xxxxx , yyyyy yyy [2] yyyyy yyyyy yyyy
ในหน้า reference ก็ให้มีตัวเลขนำหน้า และจัดเรียงตามปีที่พิมพ์หนังสือดังกล่าว ส่วน ref ที่เป็น
web site ให้อยู่ถัดจากส่วนที่เป็นหนังสือ ดังนี้
[1] book ref 1 , 2006
[2] book ref 2, 2007
[3] web ref 1, …….
[4] web ref 2, …….
ส่วนของ CD-ROM ให้ใส่ใน folder ต่อไปนี้
|-bin เก็บพวกไฟล์ install, readme.txt (วิธีลง), ไฟล์ program ที่เกี่ยวข้อง
| |-readme.txt
| |-setup
| |-other program
|-src เก็บ sorce file หรือไฟล์โปรเจ็กงาน รวมถึง sql ที่ใช้สร้าง database, table
|-user manual คู่มือการใช้งานระบบ หรือโปรแกรม
|-project document เอกสารที่เกี่ยวกับ Senior project
| |-proposal (presentatioin, proposal.doc)
| |-full paper (presentation, fullpaper.doc หรืออีกหลายไฟล์)
กรณีสงสัยรูปแบบ ให้มาดูที่โต๊ะผมได้เลยครับ
Aj.Bee
Posted in Uncategorized | 1 Comment »